ก่อนที่ความจำจะดับ
ย้อนหลังการเดินทางในเดือน 2 หน้าหนาวอีกครั้งในญี่ปุ่น
ตอนแรกตั้งใจจะไปแค่วันที่ 20-24 คิดมาตลอดว่าอยากอยู่ต่อ และแล้วแอนก็เลื่อนไฟล์ทกลับวันอังคารซะเฉย ลาให้หายหัวไปเลย เพราะเดี๋ยวจะไม่ได้ลา ฮ่าๆ เมื่อได้โอกาสรีบชิ่ง
วันที่ 20 วันเดินทาง
ตี่สี่ คุณจ๋อมกะคุณช็อปไปถึงสุวรรณภูมิแล้ว แต่แอนเพิ่งกำลังเดินทาง เกิ๊ก เลยมาเช็คอินเข้าไปทีหลัง ได้นั่งหน้าประตูทางออกฉุกเฉินซึ่งคุณพี่พนักงานย้ำแล้วย้ำอีกว่าคุณได้ภาษาอังกฤษนะ แล้วก็ส่งการ์ดเกี่ยวกับประตูฉุกเฉินที่เราต้องทำแทน(หากพนักงานต้อนรับเสียชีวิต) เอร่อ ยังอ่านไม่ทันจบแผ่นมาเก็บคืนไปแล้วซะงั้น 555 จากนี้ชีวิตของคนบนเครื่องหากมีอะไรจะขึ้นอยู่กะข้อยรึ ช่างน่ากลัวจริงๆ (กลัวตัวเอง) ขอเมาท์หนุ่มข้างๆ คือขาวตี๋ดูดี ได้ความว่าเป็นหมอฝึกหัดคนนึงมากะศจ.จะไปประชุมที่ชิคาโก.. อืมๆ หน้าตาดี (จบข่าว..)
อาหาร UA อร่อย ชอบกว่าของการบินไทยอีก มันมีรสมีชาติ สจ๊วตบนเครื่องหน้าคุ้นๆ ที่แท้ก็คือพี่ที่กลุ่มที่พอเราเข้าไปเค้าก็จบออกมาพอดี ก่อนลงเครื่องเลยได้ชอคโกแลตมาเป็นกำ แถมส้มให้อีก แต่อันนี้คิดหนัก อยากเอาส้มลงไปจังฟร่ะแต่กลัวโดนจับได้ ฮ่าๆ
มาถึงนาริตะ แอนหลับมั่งตื่นมั่งมาตลอดทาง จากเมื่อคืนก็ลองเสื้อ จัดของไปทั้งคืน ใส่อะไรในกระเป๋านักหนาไม่รู้ตั้ง 20.5 กิโล ขาไป เหอๆ
ออกจากตม.ได้อย่างปกติ แค่โดนทักว่ามาบ่อยจังนะ สองครั้งซ้อน ตั้งแต่ ตม. และศุลกากร แต่ก็รอดมาได้ คุณจ๋อมช่วยพาไปเช่าโทรศัพท์ ทุกทีใช้ของเจี๊ยบอีกเครื่องหรือไม่ก็ของพี่กานต์ คราวที่แล้วก็ roaming จากไทยไป โฮกก กลับมาโดนค่าโทรศัพท์ไปหมื่นสอง อีกนิดก็จะได้ตั๋วเครื่องบิน ตั้งปณิธานไว้ว่าจะไม่โรมมิ่งไปอีกเด็ดขาด
ตอนนี้แอนก็แยกไปขึ้น Narita express ซึ่งเค้าออกโปรโมชั่นใช้เป็นบัตร suica ในราคา 3500 เยน สามารถนั่ง n'ex ได้แค่ในราคา 1500 แล้วก็มีเงินในบัตร suica อีก 2000 เยน โครตคุ้มอ้ะ เหมาะสำหรับคนช่างหลงทางอย่างแอนเหอๆ
นั่งn'exไปลงชินจูกุ แล้วต่อยามาโนเตะไปอิเคะบุคุโระ เอากระเป๋าไปฝากที่อิเคะก่อน คืนนี้จะไปนอนบ้านเจี๊ยบ กลัวว่าหากรอถึงเจี๊ยบเลิกงานจะโดนวิกฤตการณ์รถไฟมรณะตอนสี่ทุ่มแล้วจะลำบากเพราะกระเป๋าใหญ่สุดๆ
จากอิเคะนั่งดูทางไปโอโมเทะซังโดฮิลล์ จากในเวปบอกว่าให้ไปซับเวย์ เราก็ไปตาม ไปลงสถานีชิบูย่า ต่อกินซ่าไลน์ไปลงโอโมเทะซังโด เดินอีกกว่าจะหาทางออก A2 เจอ ขึ้นมาท้าลมหนาวข้างบน ฮู้วววว โอโมเทะซังโด ฮิลล์ เป็นอย่างงี้เองอะเรอะ ไฮโซสิ้นดี
เดินมุดไปมุดมา จนเจอ space o ตรงชั้นล่าง โอ้ ก้อด มีแฟนๆ มาเดินดูประปราย แต่ไม่ขาดระยะ แต่ปิดงานอย่างมิดชิดไม่เห็นอะไรเลยนิ ตอนแรกมีสตาฟมายืนอยู่ข้างหน้าสองสามคน แต่พอเดินวนมาดูอีกทีก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย แอนยังคงสำรวจทางเข้า ทางออกต่อไป แบบว่าแฟนๆ มายืนๆ ออๆกันตรงหน้าบันไดที่อยู่หน้าทางเข้า space o พอยามมาก็แตกกระเจิง กลัวอะไรกันรึ แอนเลยเนียน ก็เดินวนมันอยู่นั่นแหละ อู้วว เมื่อย (ฉันทำอะไร)
รอจนคุณจ๋อมและคุณช็อปมา ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้าเปลี่ยนแปลงที่หน้างาน เจี๊ยบโทรมาว่าวันนี้เลิกงานละ 2 ทุ่ม เราก็กลัวเจี๊ยบจะรอนานเพราะต้องกลับไปบ้านเจี๊ยบก็เลยจะขอตัวออกมาก่อน
แต่ว่า..คนที่หลงก็ยังหลง เดินหาทางออกที่เข้ามา ไปๆ มาๆ ออกไปอพารต์เมนต์อะไรไม่รู้ เหอๆ เลยเดินวนลงมาใหม่ ไหงมันลงมาเจอคุณจ๋อมกะคุณช็อปอีกรอบ เอากะแอนสิ >_< คุณจ๋อมกะคุณช็อปกะลังสนทนากะแฟนๆ อาราชิสองคน(รุ่นเด็กๆ)ซึ่งทำให้ได้ข้อมูลมาหลายอย่างทีเดียว (ขอบคุณมากๆค้าบ) ได้ความว่าโออาจจะมาคืนนี้ เลยตัดสินใจอยู่รอต่อ แอนให้เจี๊ยบกลับบ้านไปก่อน แล้วเดี๋ยวแอนจะหอบของตามไปบ้านเอง เซลฟ์มาก (บ้านใหม่เจี๊ยบอยู่ตรงไหนยังไม่รู้เลย) แล้วพรุ่งนี้เค้าจะแจกตั๋วเข้างาน ต้องมาเช้าๆ
แต่รอจนห้างปิดสามทุ่มก้ไม่เห็นวี่แววโอนิ ฮู้ว สรุปว่าแอนใช้เวลายืนไปในห้างนี้ตั้งแต่ห้าโมงกว่าๆ ถึงสามทุ่ม เดินออกมาขึ้นกินซ่าไลน์กลับไปชิบูบ่า ต่อยามาโนเตะไปอิเคะต่อ จากที่อิเคะไปบ้านเจี๊ยบที่เอโกดะนี่หละ นรกของแอนของจริงเพราะไม่เพียงตัวบวมๆของข้าพเจ้า แต่ยังต้องแบกกระเป๋าเดินทางไปด้วยนี่สิหน้ามืด
เริ่มจากที่ฝากกระเป๋ามันอยู่ชั้นใต้ดิน(เนื่องจากข้างบนเต็ม ไม่มีไซส์ใหญ่) แบกขึ้นบันได แล้วก็หาทางไป seibu line ikebukuro ต่อ (ไกลมากง่า) อาเห็นทางรำไรก็ไปตามทางนั้นเรื่อยๆ แต่ทำไมบันไดมันเยอะจังวะ หาไม่เห็นบันไดเลื่อน ก็แบกกันไป (น้ำตาตก) จนถึงชานชาลาสายเซบุนั่งต่อไปอีกสามสถานีก็เป็นเอโกดะบ้านเจี๊ยบ คนแน่นพอรับได้ ลงมาแล้วกะรีส บันไดดดดด บันไดอีกแล้วเรอะ อันนี้ของจริงแท้แน่นอน ต้องแบกขึ้นบันไดและลงบันได ลงจากสถานีก็โทรถามทางเจี๊ยบไปเรื่อยๆ ใช้เวลาเดินราวๆ 25 นาที คนเดินในถนนแล้วเดินลากกระเป๋าแกรกๆไปด้วย หนาวมากจนสุดตลาด แล้วเจี๊ยบก็ออกมารับตรงถนนใหญ่ แต่นั่นยังไม่ถึงบ้านเจี๊ยบ (ฮา) เดินข้ามถนนใหญ่ไปอีก ใช้เวลาเดินรวมแล้ว 30 นาที (เฮือก) หนาวมากง่า
ถึงบ้านเจี๊ยบก็นั่นหละ 5 ทุ่มครึ่งได้ละมั้ง ณ เวลานั้นตั้งแต่อาหารเช้าบนเครื่อง ยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง คุณจิน(แฟนเจี๊ยบ)ทำแกงจืดไว้ ดีใจT_T มื้อแรกในญี่ปุ่นเป็นแกงจืดสไตล์ไทย+ญี่ปุ่น ฝีมือคนญี่ปุ่น อุ่นๆ อร่อยดี งัดของฝากจากไทยออกมา ประกอบไปด้วยมะม่วงเขียวเสวย 1 กิโล (เอาไปได้ไง ฮ่าๆ) แต่แพคดีมากให้ตายศุลกากรก็หาไม่เจอ อิๆ ขนมบัวหิมะ มาม่า ราดหน้า/ผัดซีอิ๊ว สำเร็จรูป หมูยอ ส้ม แม็กกี้ และ ฯลฯ นั่งชื่นชมของฝากและรื้อกระเป๋าอยู่นั่นแหละจนตีสองกว่าจะได้นอน
ที่นอนเจี๊ยบอุ่นโครตๆ นอนแล้วไม่อยากตื่น และแล้วมันก็ไม่ตื่นจริงๆ แหะๆ เจี๊ยบตั้งนาฬิกาไว้ให้ตีห้าครึ่ง โน่นไอ้แอนตื่นหกโมงซะได้ ตะลีตะลานออกจากบ้านหกโมงกว่า พร้อมของใช้และเสื้อผ้า 1 คืน กะว่าคืนนี้คงดึกมาบ้านเจี๊ยบคงลำบากเลยจะไปนอนโฮสเทลที่โยโยหงิที่จองไว้ แต่เค้าให้เช็คอินแค่ 4 ทุ่ม
ออกจากบ้านเจี๊ยบ...อุ เมื่อคืนอาจจะเบลอจากบ้านเจียบไปถนนใหญ่ หลงอยู่ ครึ่งชั่วโมง กร๊ากกก สุดท้ายเห็นเด็กอนุบาลเดินจับมือกันเดินมา เนียนเดินตามออกถนนใหญ่ได้จริงด้วย 555 เดินกลับตลาดตามทางเดิมเมื่อคืน ขึ้นรถไฟโลเคิลไปอิเคะ จากอิเคะต่อไปชิบูย่า จากชิบูย่าต่อซับเวย์ไปโอโมเทะซังโด เอาของฝากที่สถานี กว่าจะขึ้นมาเจอแถวที่สยดสยองข้างหน้าโอโมเทะซังโดก็ 8.50 ได้แล้ว คุณจ๋อมโทรมาว่าได้คิวไปเรียบโร้ย แอนก็รีบไปต่อเลย อ๊ากกก ขึ้นจากซับเวย์เดินย้อนไปโครตไกล ก็ต่อแถวไปเรื่อยๆ หนาวว้อย แบบว่าคนข้างหน้ารับคิวๆ จนถึงแอนอีกราวๆ 20 คน เค้าหยุดแจกฟร่ะ ได้ยินว่าอะไรหมด...คิวหมดรึ (ใจไม่ค่อยดีแล้ว) แต่ก็ยังได้ยินว่าเค้าให้รอ รอก็รอ
จนราวๆ สิบโมงก็ได้คิวที่ 1329 ให้มารวมกันตอน 12.10 ดีใจโครตๆ ในนาทีนั้นยังสงสัย นี่คิวอะไรหว่า คิวเข้างน คิวซื้อของหรือคิวอะไร 12.10 เนี่ย เดินย้อนลงมาเรื่อยๆ ก็พบว่าแถวคนที่ต่อเราข้างหลังนั้นเค้าบอกว่าคิวหมดแล้ว คนที่ต่ออยู่บางคนแทบร้องไห้ น่าสงสารอ่ะ สิบโมงคิวหมดแล้ว ซึ่งตอนนั้นคนต่อคิวเยอะมาก คนที่ทยอยมาเรื่อยๆ ก็เยอะมาก
เดินไปหาคุณจ๋อมกะคุณช็อปที่สี่แยกหน้า GAP ของคุณจ๋อมได้คิว 11.30 เดินกลับมาเพื่อรอห้างเปิดตอน 11.00 โมง คุณช็อปพาลงไปรอทางเข้าข้างล่าง แบบว่าไม่มีคนเลย กรีส ข้างบนคนรอเพียบบบ พอห้างเปิด ก็เดินเร็วๆ เข้าไปเลย เป็นเซทแรกของห้างเลย แบบว่าพนักงานก็ออกมาโค้งสวัสดีกันทุกร้าน (เขิลล์จัง รู้สึกผิด ฮ่าๆ) แต่ดิฉันมิได้มาซื้อของมุ่งตรงไปเสปซโอชั้นล่าง
อ๊ากกก เค้ามีการเพิ่มหน้างานโดยมีรูปงานโอและหน้าโออย่างใหญ่อยู่หน้างาน ข้างๆ เป็นข้อความจากโอจังพร้อมลายเซ็นต์ของจริง (เซ็นว่าซาโตชิ) กรีสๆ ได้ถ่ายรูปแบบอินไซด์ไปหลายชอต มือสั่น แค่ป้ายดิฉันจะมือสั่นทำไมไม่รู้มันตื่นเต้น จนยามเดินออกมาห้ามถ่าย (ช้าไปแล้วต๋อย) คนพันธ์ O เดินเข้ามารุมหน้างานเยอะมาก คลาคล่ำไปด้วยผู้คน ตอนแรกก็อ๊ะจะรอตรงนี้ดีไหมเพระได้ยืนติดเชือกกั้นเลยนิ ถ้ามีงานแถลงข่าวก็ได้อยู่หน้าแน่ๆ แต่เค้าไล่ไม่ให้ยืนออกตรงนั้นล่ะ ไล่คนหมดไม่ให้ยืนขวางเลย
แล้วคุณช็อปกะคุณจ๋อมก็ขึ้นไปต่อแถวตามรอบที่ได้ แอนก็ไปด้วย แถวยาวไปจนเลยหน้าห้างไปไกล หนาวมาก คิดว่าต่อคิวเข้าไปซื้อของในงานหรือไร ยืนไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ 11.30 ถึงสองโมงหน้าห้าง ที่แท้มันคือต่อคิวเพื่อรับคิววววว(อีกที) รับคิวเข้างานรอบ 20.05 (เข้างาน 20.15) แบบว่ามันจะต่อคิวกันเยอะไปไหมเนี่ยต่อแม่งทั้งวัน ฮ่าๆ
ได้คิวเข้างานมาแล้วก็เดินมาสมทบกับคุณจ๋อมและคุณช้อปที่ไปตระเวนหาซื้อหนังสือมาได้ (ขอบพระคุณมากค้าบบ m(_ _)m) ได้ข่าวว่าต้องท่องไปตามสถานีอื่นเลยทีเดียว หายากมากมาย
ระหว่างรอการเข้างานเราก็เดินสำรวจว่าจะมีงานแถลงข่าวไหมไปด้วย ชอตนึงหน้าห้างมีความเคลื่อนไหวของกองทัพนักข่าวที่หน้าโอโมเทะซังโดฮิลล์ตรงshop ข้างหน้า สาวไทยสามคนเลยเนียน ยังสงสัยโอจะแถลงข่าวอะไรงั้นรึ สุดท้ายเป็นการแถลงข่าวเปิดร้าน(ของคนอื่น ดาราหน้าฝรั่งที่เคยไป arashi no waza ari กะน้องบะ) จริงๆ ไม่ได้เกี่ยวกะงานโอเลย แฟนๆ โอโดนหลอกให้มุงเป็นหน้าม้ากันไปเพียบ เหอๆ (เราด้วย) งานนั้นคงเป็นงานที่มีคนมาร่วมเปิดเยอะสุดๆ แน่หละแฟนอาราชิมุงทั้งน้าน (ฮา)
++++
อัพเพิ่ม
วนเดินเข้าเดินออกห้างโอโมเทะซังโดรอเวลาเปิดงาน 5 โมงอยู่อย่างนั้น แอบดักรอดูตรงทางเข้าข้างห้าง แวะเวียนดูทางเข้าด้านหลัง (มีผู้หญิงบางกลุ่มได้เข้าไปราวๆ 10กว่า คน คาดว่าเป็น ญาติ? สตาฟ? นักข่าวรึ? ไม่รู้อ้ะ แต่สตาฟสามคนออกมารับแล้วให้ห้อยบัตรพาเข้าไป) เห็นแล้วว่านักข่าวเข้าไปตรงทางเข้าข้างๆ แล้วราวๆ 3โมงกว่าๆ ยืนรอตรงริมทางเดินที่ห้างก็แล้ว ไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรหน้างาน มีแต่ไล่คนไม่ให้มายืนออ เอาไงดี แอนเลยมานั่งทอดหุ่ยอยู่หน้าห้าง ข้างในมันไม่มีที่นั่งอ้ะ ไม่ไหวละ เมื่อยมาก หนาวก็ยังดีกว่าเมื่อยแล้วตอนนั้น หิวแสนหิว ออกมาบริโภคโอนิกิริที่พกไป ปรากฏว่าระหว่างนั่งๆ อยู่ก็สะดุดตากับคุณตา คุณยาย คู่นึงที่เมื่อวานแอนก็เห็นว่าเค้าเดินดูรอบๆงาน คุณจ๋อมคุ้นๆ ว่า คุณตา คุณยาย คู่นี้เคยออก mago mago ป่าวหว่า เลยลองถามไป ปรากฎว่าใช่จริงๆด้วย โอจี้จังกะโอบ้าจังดูดีใจมาก ที่มีคนจำได้ มีแจกนามบัตรให้ด้วย คุณช็อปและคุณจ๋อมคุยกะคุณตาคุณยาย ซึ่งน่ารักมาก เคยออกมาโกะเทปที่โอจังกะนิโนะไป ที่ทำออนเซน แล้วโอจังเขียนป้ายราคาของให้นั่นแหละ มาดูงานโอจังจากจังหวัดกุมมะเลยทีเดียว ซึ่งวันนี้ไม่ได้เข้า ไม่ได้บัตร แล้วจะกลับพรุ่งนี้แล้ว (น่าสงสาร) คุณจ๋อมถามไปว่าให้ไปบอกสตาฟไหมว่าแบบว่าเคยออกมาโกะๆไรงี้ คุณยายว่า เป็นอาราชิแฟนคนนึงเหมือนกัน ไม่อยากที่จะต้องรบกวน (น่ารักโครตๆๆๆ) คุยกันอยู่ยาวทีเดียว
จนจะห้าโมงเลยชวนกันไปรองานเปิดข้างล่าง ซึ่งแฟนๆ ตอนนั้นออกมาออกันเต็มไปหมด แอนว่าน่าจะเกิน 3 พันคน (หรือกว่านั้น)แผล็บเดียวก็มาออกันเต็มบันไดหน้างานเต็มไปหมด มีความเคลื่อนไหวโดยมีการยกดอกไม้แสดงความยินดี จากโช - จุน - ใครอีกหว่ายกออกมาตอนนั้นประมาณ 4 พวงหรีด(เรียกงี้เรอะ) แค่นั้นแฟนๆ ก็กรีสกันตาย (แอนงง กรีสไรกันฟระ)แอนก็เนียนลงไปยืนรอข้างหน้ากะเค้าด้วย (รวมถึงคุณตา คุณยาย) และแล้วเค้าก็ไล่อีกรอบไม่ให้มายืนออกันไม่งั้นจะเปิดงานไม่ได้ (ทำไมอ้ะ) มีงานแถลงข่าวอะไรที่นั่นหรือไม่นั้น ไม่มีการบอกหรือแจ้งจากสตาฟ นั่นแหละให้แฟนๆ ยืนรอกันเป็นจำนวนมาก (ตรงนี้ขอบอกว่าโหดร้ายไปได้ไหม ถึงไม่อยากให้แฟนๆ ทำความเดือนร้อน หรือรบกวนคนในห้างก็น่าจะประกาศแลยว่าไม่ต้องรอ ให้รอทุกคนก็มีความหวังที่จะได้เห็นเจ้าของงานกันทั้งนั้น อารมณ์ตอนนั้น ไม่มีใครรู้อะไรทั้งสิ้นว่ามีอะไรเกิดขึ้นข้างใน มีงานแถลงข่าวไหมก็ไม่รู้ ทุกคนได้แต่ยืนรอด้วยความอดทน ยืนและยืน และยืน)
จนห้าโมงนิดๆ เค้าก็พาแถว 50 คนแรกที่ได้เข้างานมา อารมณ์ประมาณ แถวเกียรติยศเลยทีเดียว แบบว่าแหวกแฟน ๆที่ยืนรอลงมาตามบันไดเรื่อยๆ ได้ยืนต่อที่ทางเข้า จนเคลียร์คนได้ค่อนข้างน้อย เราใช้วิธีเมือ่ไม่ให้ยืนออ เราเดินวนแทน ฮ่าๆ ประมาณว่าถ้ามีอะไรฉันวิ่งถึงหน้างานได้รวดเร็วแน่นอน เหอๆ จนได้มาหยุดที่บันไดขั้นที่สอง ก่อนงานจะเปิด ประตูข้างนึงเปิดให้เห็นข้างในละ แค่นั้นหละคนก็วิ่งกรีสกรูเข้าไปที่ประตูหน้างาน เกิดการโกลาหลอลหม่าน (ทั้งๆ ที่ไม่มีโอจังสักหน่อย) จนดอกไม้พวงหรีดล้มไปอันนึง น่ากลัวมาก แอนยืนที่บันไดยังสงสัยมันวิ่งลงไปกันทำไมหว่า กรีสอีกตะหาก ไม่เห็นจะมีใคร ถ้าดูจากบนบันไดมีอะไรก็น่าจะเห็นชัดกว่าไม่ใช่เรอะ เป็นความร้อนแรงที่น่ากลัวจริงๆ ประมาณว่าถ้าเป็นโอจังออกมาจริงๆ คง...ไม่รอด เหอๆๆ พังเป็นแถบ - -"
กว่าเค้าจะเคลียร์คนไม่ให้มามุงหน้างานได้ก็ใช้เวลาอยู่ จนห้าสิบคนแรกได้เข้างาน ประตูเริ่มเปิดออกทั้งสองข้าง ช่วงนี้เป็นช่วงที่แอนรู้สึกประทับใจ คือ แบบว่าได้เห็นงานข้างในแล้วหลังจากปิดสนิทมาตลอดแม้แต่ไฟก็ยังไม่เล็ดลอดออกมา แฟนๆที่ได้เห็นก็ยืนปรบมือให้โอจัง (ถึงจะไม่ได้เห็นตัวก็เหอะ แต่งานที่ได้เห็นแม้แค่ภายนอกน่ะ มันก็ยังสุดยอดมากๆ) อยากจะแสดงความยินดี ถึงจะไม่ได้พบหน้า แต่อยากให้รู้ว่ายินดีด้วยจากใจจริงๆ ด้วยการปรบมือนี่หละ ไม่รู้สิ มันเป็นความภูมิใจ เหมือนน้ำตามันจะไหลให้ได้ อารมณ์นั้น ซึ่งยืนชื่นชมอยู่ได้ไม่นานก็โดนไล่ เหอๆ ใช้วิธีเดินวนไปสองสามรอบเอาแทน (แอบเมียงมอง)
คุณจ๋อมกะคุณช้อปก็ออกไปต่อแถวเข้างาน ส่วนของแอนเหลือเวลาอีกนิ ก็ไปยืนดูเค้าต่อแถว เดินวนแทน จนถึงรอบของแอนเอง ก็ไปต่อแถวที่หน้าโอโมเทะซังโด(อีกรอบ) ค่ำแล้วหนาววกว่าเดิม นอกจากจะให้ตรวจรอบกับบัตรของตัวเองแล้ว ยังต้องไล่ลำดับเลขด้วย ดีๆ แบบว่าแซงกันไม่ได้เลยทีเดียว
จนถึงรอบของแอนคือ 20.05 เอาเข้าจริงเนื่องจากเวลามันช้าไปตอนเปิดงานและการจัดคนที่อาจจะขลุกขลักเล็กน้อย กว่าแอนจะได้เข้ามารอตรงบันไดข้างในก็สามทุ่มละ เข้างานจริงๆก็ราวๆ สามทุ่มสิบห้า เดินผ่านพวงหรีดดอกไม้นานา ทั้งจากอาราชิทั้งห้าคน แอนว่าของพี่โชแหละสวยสุด จากโอคุซัง จากรายการทีวีนิตยสาร ฯลฯ เพียบมากหน้างาน แค่นี้ก็ตื่นเต้นแล้ว คิวที่แอนหยุดรอใกล้กับไซน์บอร์ดของโอจังที่โอจังเซ็นจริง ๆ >_< ในงานห้ามหมด ห้ามจับ ห้ามกินอาหาร ห้ามใช้โทรศัพท์ ห้ามถ่ายรูป
พอเข้าไปก็เริ่มจากฟิกเกอร์ 100 ตัวที่เรียงรายอยู่สองข้าง ตั้งเรียงเดี่ยวเหมือนไฟทางเดิน แยกกันไปตู้ละตัว แต่เดินต่อไม่ได้ ติดคน คือคนข้างในไม่ flow ออยืนดูกันทีละอันแบบติดเป็นขบวน ไม่สงสัยว่าทำไมงานมันเลท คือแต่ละอันต้องพิจารณากันให้นานนิดนึง รายละเอียดของแต่ละฟิกเกอร์นั้นมันสุดยอดอ้ะ ก็ค่อยๆ พิจารณาไปเรื่อยๆ แถวเดินค่อยๆ กระดื๊บๆ เราก็สลับออกมาดูทางขวาบ้าง ซึ่งคนเบาบางกว่า
ดูแล้วมันอะไรดีละ...มันทึ่งในความสามารถนะ คือตอนแรกอาจจะคิดว่ามันก็แค่ฟิกเกอร์คนดำหน้าเหมือนๆ กันใช่ไหม เปลี่ยนแค่หมวกหรือทรงผมแต่ความจริงมันไม่ใช่แค่นั้น แต่ละตัวเนี่ยมีความแตกต่างกันทั้งในรูปหน้า และแววตา ต่างกันจริงๆ นะ ไม่เหมือนกันแล้วก็ทำด้วยความละเอียดมากๆๆๆๆ คือใส่ใจในรายละเอียดได้สุดยอด แอนชอบอันที่มีติดขนตา คือ เฮ้ย ทำได้ไงเนี่ยสวยมากๆ แล้วโอจังก็พิถีพิถันในการหาวัสดุมาทำมากๆ แบบว่า สุดยอด แต่ละอันเจ๋งมากๆ >_<
ต่อไปเป็นรูปถ่ายฟิกเกอร์ฝีมือโอจัง นี่ก็เก่งอ้ะ สีแสงอะไรงี้ ทำให้รู้ว่าโอจังให้ความสำคัญกับฟิกเกอร์ที่เค้าทำแค่ไหน คือหน้าตาตอนอยู่กะฟิกเกอร์เค้าหรือมุมที่เค้าถ่าย มันบ่งบอกเลยว่ามีความสุข
แบบว่าอันที่อยู่ในกาจาปง หยอดเหรียญแค่ 300 เยนได้ ฟิกเกอร์ 1 ตัวเรอะโอจัง 555
ต่อไปเป็นภาพเขียน เริ่มจากรูปภาพเขียนกะอูฐ ภาพเขียนลิงใส่สูท ได้ดูใกล้ๆ แล้วทุกคนอุทานเป็นเสียงเดียวกันว่า เรียลลุ โครตเหมือนจริงแววตาที่โอจังวาดแบบทำได้ไงฟระ แบบว่าสุดยอด เป็นผลงานตั้งแต่ปี 1999 มาเรื่อยๆ ข้างซ้ายจะเป็นไฮไลท์ที่งานหน้าโอจังสีทองนั่นแหละ ดูใกล้ๆ แล้วสุดยอด แอนกลับชอบหน้าคนดำที่โผล่มาแซมๆ ข้างล่าง สงสัยว่าจะสื่อถึงอะไร แต่ก็ติสท์มากๆๆ
หมดเวลา ไว้มาอัพเพิ่มค้าบ
++